ช่างภาพ: 
เส้นไหม ใยฝ้าย ลวดลายบนผืนผ้า

ชนเผ่า "ม้ง" ผู้คิดค้นผ้าปักมือ

 

ตอนที่ 1 ย้อนประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์

ยังไม่มีผู้ใดสามารถสรุปได้ว่าชนชาติม้งมาจากที่ไหน แต่สันนิษฐานกันว่า ม้งคงจะอพยพมาจากที่ราบสูงทิเบต ไซบีเรีย และมองโกเลีย เข้าสู่ประเทศจีน และตั้งหลักแหล่งอยู่แถบลุ่มแม่น้ำเหลือง (แม่น้ำฮวงโห) เมื่อราว 3,000 ปีมาแล้ว ซึ่งชาวเขาเผ่าม้งจะตั้งถิ่นฐานอยู่ในมณฑลไกวเจา ฮุนหนำ กวางสี และมณฑลยูนนาน
ม้งอาศัยอยู่ในประเทศจีนมาหลายศตวรรษ จนกระทั่งประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 17 ราชวงศ์แมนจู (เหม็ง) มีอำนาจในประเทศจีน กษัตริย์จีนในราชวงค์เหม็งได้เปลี่ยนนโยบายเป็นการปราบปราม เพราะเห็นว่าม้งที่เป็นผู้ชายส่วนใหญ่แล้วรูปร่างหน้าตาคล้ายกับคนรัสเซีย ทำให้คนจีนคิดว่า ม้งเป็นคนรัสเซีย จึงเป็นเหตุให้มีการปราบปรามม้งเกิดขึ้น โดยให้ชาวม้งยอมจำนน และยอมรับวัฒนธรรมของจีน และอีกประการหนึ่ง คือเห็นว่าม้งเป็นพวกอารยชนแห่งขุนเขา (คนป่าเถื่อน) จึงได้มีการต่อสู้กันอย่างรุนแรงในหลายแห่ง เช่น ในเมืองพังหยุน ในปี 2009 และการต่อสู้ในมณฑลไกวเจา ในระหว่าง พ.ศ.2276-2278 และการต่อสู้ในมณฑลเสฉวน ในระหว่าง พ.ศ.2306-2318

ในที่สุด ชาวม้งประสบกับความพ่ายแพ้ สูญเสียพลรบ และประชากรเป็นจำนวนมาก ม้งจึงเริ่มอพยพถอยร่นสู่ทางใต้ และกระจายเป็นกลุ่มย่อยๆ กลับขึ้นอยู่บนที่สูง ป่าเขาในแคว้นสิบสองจุไทย สิบสองปันนา และอีกกลุ่มได้อพยพไปตามทิศตะวันออกเฉียงเหนือของราชอาณาจักรลาว บริเวณทุ่งไหหิน เดียนเบียนฟู โดยมีหัวหน้าม้งคนหนึ่ง คือ นายพล วังปอ ได้รวบรวมม้ง และอพยพเข้าสู่ประเทศไทย เมื่อประมาณ พ.ศ.2400 เศษ เป็นต้นมา ปัจจุบันชาวม้งส่วนใหญ่ในประเทศไทย ตั้งถิ่นฐานอยู่ตามภูเขาสูง หรือที่ราบเชิงเขาในเขตพื้นที่จังหวัดเชียงราย พะเยา น่าน เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน แพร่ ลำปาง กำแพงเพชร เลย พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุโขทัย และตาก มีจำนวนประชากรทั้งสิ้นเกือบสองแสนคน

ม้งมีด้วยกัน 3 กลุ่ม1. ม้งจั๊ว (ม้งเขียว หรือน้ำเงิน) ดั้งเดิมผู้หญิงจะใส่ชุดม้งที่เป็นของเผ่าตัวเองเพียง 1 ชุดเท่านั้น ส่วนเสื้อมีการประดิษฐ์ขึ้นหลายแบบ ส่วนมากแล้วนิยมใส่กระโปรงมากกว่ากางเกง พร้อมกับใช้ผ้าพันน่องขา 2. ม้งเดอะ (ม้งขาว) ผู้หญิงม้งขาวดั้งเดิมมีชุดที่มีเสื้อและกางเกง และอีกชุดก็จะเป็นเสื้อ และกระโปรงสีขาว ม้งขาวนิยมเอาปกเสื้อด้านที่สวยไว้ข้างใน หากเวลาต้องการดูลายปกเสื้อจะต้องพลิกดู ส่วนกระโปรงเป็นสีขาวล้วนจับจีบรอบ หมวกม้งขาวนิยมประดิษฐ์หมวกหลายแบบมาก แต่จะทำในทรงเดียวกันหมด เพียงแต่เปลี่ยนสีสันเท่านั้น 3. ม้งจ้ายบ๊าง (ม้งลาย) ปัจจุบันเหลืออยู่แค่ 2 กลุ่ม คือ ม้งเขียว กับ ม้งขาว ส่วนม้งลายนั้นถูกอิทธิพลอีก 2 กลุ่มกลมกลืนไป

แม้หญิงชาวม้งได้มีการเปลี่ยนแปลงชุดอยู่ตลอดเวลา พัฒนาชุดม้งไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีหยุดยั้ง จนชุดม้งแบบโบราณสูญหายไปเกือบหมด แต่งานวิจิตรศิลป์บนลายปักผ้าของชาวม้งยังคงหลงเหลือมาให้เห็น ยังมีการอนุรักษ์สืบทอดกันต่อๆมา สมกับที่เป็นผู้คิดค้นผ้าปักมือ จนความงามวิจิตรนี้เลื่องลือไปทั่วทุกเเดน ไม่มีใครรู้ว่าผ้าปักม้งเริ่มปักกันมาตั้งเเต่เมื่อใด แม้แต่ผู้เฒ่าผู้เเก่ม้งยังเล่าให้ฟังยังลอยๆ เหมือนหลอกเด็กว่า "ม้งกำเนิดเมื่อไหร่ก็มีผ้าปักเมื่อนั้น" ทำให้สันนิษฐานได้ว่า ม้งทำผ้าขึ้นมาใช้เองตั้งเเต่โบราณกาลเเล้ว ผ้าที่นำมาใช้ปักนี้ ชาวม้งใช้ป่านป่า ผ้าฝ้ายทอมือ หรือผ้าใยกัญชง (daub maaj) ซึ่งชาวเผ่าเรียก ผ้าไหม ที่ทอด้วยกี่เอว (จึงได้ผ้าหน้าแคบ) โดยมีเส้นยืนซึ่งผูกไว้กับเสาและมีเส้นพุ่งผูกไว้กับเอว การทอผ้าจะใช้การทอสลับกัน ขัดกันจึงเกิดเป็นเส้นตารางไปตลอดผืน เมื่อนำผ้ามาปัก ต้องใช้การสอดเข็มเข้าไปตามตารางเหล่านั้น ก่อให้เกิดลวดลายตามต้องการ บอกเป็นเรื่องราวต่างๆ บ้างก็ว่าอาจเป็นตัวหนังสือม้งที่ปักไว้บนผ้า หรือเป็นลายเเม่น้ำเเยงซีที่ม้งเคยอยู่ เเละอพยพจากการรุกรานของจีน จึงบอกเล่าปักเป็นเรื่องราวต่างๆไว้บนผ้า

แต่เดิมนั้นงานปักผ้าของชนเผ่าม้งไม่ใช่ทำตามตลาด มารดาใช้ลายผ้าบ่งบอกศักดิ์ศรีของชนเผ่า กระตุ้นให้เด็กไม่ลืมของเก่า ไม่ลืมความดีของบรรพบุรุษ เด็กสาวรุ่นถัดมาก็อธิบายถึงวิธีการปั่นฝ้าย วิธีการปักผ้า วิธีการเขียนสีผึ้งลงบนผ้าให้เป็นลวดลายแก่ลูกๆของตนเมื่อตนเองมีครอบครัวว่า ลวดลายผ้าแต่ละลวดลายที่เกิดขึ้นจากนิ้วมือสัมผัสเข็มและเส้นด้ายนั้น มิใช่เป็นเพียงแค่ลวดลายที่มีชื่อเรียกต่างๆเท่านั้น...หากแต่เป็นสิ่งที่บรรพบุรุษได้ถ่ายทอดแสดงความหมายผ่านงานศิลปหัตถกรรม รวบรวมคุณค่าทางจิตใจ และศักดิ์ศรีของความเป็นชนเผ่าแต่ละชาติพันธุ์ไว้ บนลายผ้าเหล่านี้นี่เอง

(ติดตามอ่าน ต้นกำเนิดลายแม่ 8ลาย บนผ้าปักของชาวม้ง ฉบับหน้าค่ะ)