รูปทรงองค์เอว

150 ปี ศรีสวรินทิรา

จากพระบรมฉายาลักษณ์ และคำบอกเล่าเมื่อครั้งทรงพระเยาว์ในฐานะพระราชธิดา ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับ สมเด็จพระปิยมาวดี ศรีพัชรินทรมาตา สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา ทรงมีพระรูปโฉมที่งดงามเป็นที่ตรึงตาตรึงใจผู้พบเห็น จนกระทั่ง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯสถาปนาขึ้นเป็นพระมเหสีอีกพระองค์หนึ่ง

ความงามที่ตรึงใจ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นเช่นไร อาจจะพิจารณาได้จากโคลงพระราชนิพนธ์ความตอนหนึ่งดังนี้

"งามโฉมโฉมนิ่มน้อง นงลักษณ์

งามเกษกรรณรับภักตร์ ผ่องแผ้ว

ขนงเนตรนุชน่ารัก งามรับ กันนา

งามโอษฐเอื้อมอัตถ์แพร้ว เพริศพริ้มรายกนต์

แม้เมื่อทรงเป็นพระมเหสี และมีพระราชโอรส พระราชธิดาอีกหลายพระองค์ต่อมา แต่มิได้ทรงละเลยเรื่องการดูแลพระองค์เลย ความทรงพระรูปโฉมสิริโสภา และความทรงมีพระมารยาทอย่างกุลสตรีชั้นสูงเป็นที่เลื่องลือไปในนานาประเทศ บรรดาพระราชอาคันตุกะที่เสด็จมาทรงเยี่ยมเยียน เมื่อกลับไปถึงประเทศบ้านเมืองของตน เมื่อกล่าวถึงเมืองไทยก็ไม่มีเลยที่จะละเว้นการสรรเสริญเยินยอองค์สมเด็จฯ แม้แต่ สมเด็จพระเจ้าซาร์ นิโคลาสที่ 2 แห่งรัสเซีย ครั้งดำรงพระยศพระยุพราชเสด็จมาเมืองไทย ทรงได้รับการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่มโหฬาร

ครั้นเสด็จกลับไปยังรัสเซีย ได้ทรงพิมพ์หนังสือขึ้นมาเล่มหนึ่ง เล่าเรื่องราวของสยามประเทศในเวลานั้น ด้วยการสรรเสริญเยินยอสมเด็จฯไว้อย่างไพเราะ

เช่นเดียวกับปรินส์ออสคาร์ ดยุคออฟสก๊อตแลนด์ พระราชปิตุลาของพระเจ้ากรุงสวีเดน เมื่อครั้งมาเยือนเมืองไทย ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2427 ได้บันทึกในจดหมายเหตุรายวันเกี่ยวกับ สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา

ความตอนหนึ่งว่า

"...เราเดินผ่านท้องพระโรงใหญ่ๆหลายห้อง และห้องสวยๆอีกไม่น้อย จนผ่านสวนในร่ม ซึ่งมีน้ำตกตกเป็นสายจากถ้ำจำลองแล้ว จึงเข้าไปถึงห้องรับแขกของพระราชินีไทย ฉันแปลกใจเมื่อเข้ามาเผชิญหน้ากับผู้ที่มีรูปร่างอ้อนแอ้นแบบบาง อายุราวๆ 19 ปี แต่งคล้ายกับมหาดเล็ก แต่มีความคิดดีในการแต่งกาย ทำให้ดูหยดย้อยแสนจะหรูหรา พระเจ้าแผ่นดินทรงแนะนำว่าเป็นพระมเหสีของพระองค์ เครื่องทรงของพระราชินีซึ่งเข้ากับสิ่งแวดล้อมอย่างวิเศษสุดนั้น ประกอบด้วยฉลองพระองค์โบรเคตสีทองๆ เงินๆ พอดีพระองค์ แขนเป็นจีบๆ ทำด้วยไหมทองมีจุดขาว มีแพรสีเขียวพันรอบพระองค์ ชายข้างหนึ่งพาดบนพระอังสาซ้ายอย่างหลวมๆ ทรงสนับเพลาหรือผ้าทรงแบบเดียวกับที่พวกผู้ชายนุ่งเป็นสีน้ำเงินแก่กับทอง ทำให้ดูเครื่องพระองค์ที่ประหลาดแต่สวยงามนี้ครบชุดโดยมีดุมเพชรเม็ดใหญ่และเข็มกลัดเพชรกลัดตรึงไว้ รอบพระศอทรงสังวาลเครื่องราชอิสริยาภรณ์ประดับเพชรวูบวาบติดทับอยู่บนฉลองพระองค์ ท่านงามสะดุดตาที่สุดอยู่แล้ว ซ้ำยังเคลื่อนไหวพระอิริยาบถด้วยท่าทีที่เชื่อมั่นในพระองค์เอง กับมีพระรูปโฉมสมเป็นนางเอกในภาพที่งามวิจิตร บริวารของฉันซึ่งได้รับอนุญาตได้ตามฉันเข้าไปในที่นี้ด้วย ก็เช่นเดียวกับตัวฉัน คืองงงันซาบซึ้งและปีติยินดีในสิ่งที่ได้พบเห็น โดยเฉพาะในพระราชินีที่งามเลิศ"

ในความเป็นจริงเวลานั้น สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา น่าจะมีพระชันษา 22 ปีแล้ว ไม่ใช่ 19 ปีอย่างที่ปรินส์ออสคาร์ ทรงคาดเดา แต่การที่สมเด็จพระมเหสีทรงแลดูอ่อนกว่าพระชนม์ เพราะพระองค์ทรงพระเกษมสำราญทั้งพระวรกายและพระทัย ไม่มีความทุกข์ใดมาแผ้วพาน

นอกจากนี้ สมเด็จฯยังโปรดการออกกำลังพระวรกายด้วยการทรงม้า ปกติสมเด็จฯโปรดการทรงม้าและทรงได้แข็งด้วย แม้แต่ในตอนทรงพระครรภ์ยังโปรดที่จะทรงม้า

เรื่องทรงม้านี้ ในเวลาต่อมา เมื่อต้องสูญเสียพระราชโอรส คือ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมชนกนาถ ทรงเป็นผู้มีบทบาททำให้สมเด็จพระสุณิสาคลายความทุกข์และความเงียบเหงาด้วยการฝึกทรงม้า

โดยเมื่อเหตุการณ์ข้างร้ายผ่านไปนานพอควร ทอดพระเนตรเห็นว่าสมเด็จพระสุณิสาและสมเด็จพระราชนัดดาทรงเหงาเพราะไม่ได้เสด็จฯไปแห่งใด ประทับอยู่แต่ในพระตำหนัก จึงทรงพระราชดำริที่จะให้ทรงกีฬา

กีฬาที่สมเด็จฯโปรดอย่างหนึ่งนั้นคือทรงม้า ระหว่างประทับอยู่ ณ ศรีราชา โดย เจ้าพระยาเทเวศร์ฯ จัดการและถวายมานานแล้ว พระราชโอรส และพระราชธิดาก็ทรงเป็นมาแต่ครั้งประทับที่ศรีราชา จึงมีกระแสพระราชดำรัสกับสมเด็จพระสุณิสาว่า

"ในนี้กว้างขวางดี ขี่ม้าถึงสนุก"

มีพระราชดำรัสให้หา หม่อมเจ้าทองทีฆายุ ทองใหญ่ ซึ่งเป็นนายทหารม้าจากรัสเซียมาเฝ้าฯ เพราะทรงเคยเมตตาเลี้ยงมาแค่ทรงพระเยาว์ ตรัสเรียกว่า ทองรอด

มีรับสั่งว่า "นี่ทองรอด หาม้ามาให้หลานและสังวาลขี่ และเข้ามาหัดให้ด้วย"

หม่อมเจ้าทองทีฆายุ ทองใหญ่ ก็ทรงจัดม้าทรงถวายให้ตามพระราชประสงค์ จนทรงเป็นแล้วจึงวางพระหัตถ์สมเด็จพระบรมราชชนนี พระพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอทรงได้แข็งตั้งแต่ครั้งนั้น ทรงวิ่งรอบๆวัง และเป็นกีฬาที่โปรดติดพระองค์มาจนตลอดพระชนมชีพ ส่วน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 8 และรัชกาลปัจจุบัน ยังทรงพระเยาว์ประทับม้าตัวเดียวกัน และมีคนจูงมายังตำหนักใหญ่

สมเด็จฯทรงสำราญพระราชหฤทัยในการเห็นทุกพระองค์มีความสุข

ทรงรักษาพระอนามัยอย่างเคร่งครัด เสวยตรงตามเวลา หลังเสวยของหวานแล้วจะเสวยน้ำชาจีนร้อนๆ ตามด้วยบุหรี่ใบจาก กีฬากลางแจ้งที่โปรด คือ โครเกต์ ทรงทุกวัน กีฬาในร่มมี บิลเลียด และไพ่

สมเด็จฯไม่โปรดการประทับเฉยๆ โดยไม่ทรงงาน จะทรงทำโน่นทำนี่อยู่ตลอดเวลา วังสระปทุมจึงเป็นที่เสมือนสถานที่ทดลองงาน ซึ่งต่อมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรง ใช้พระราชวังสวนจิตรลดารโหฐานเป็นที่ทรงทดลองโครงการส่วนพระองค์มากมายในลักษณะเดียวกัน

นอกจากนี้สมเด็จฯยังโปรดการเสด็จพระราชดำเนินต่างจังหวัด เสด็จฯตามแบบพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คือไม่โปรดการเอิกเกริก ทรงติดเสียด้วย ถ้าไม่ได้เสด็จฯไปไหนจะไม่ทรงสบาย ถ้าเสด็จฯไปที่ต่างๆ จะสบายไปนาน ราษฎรเองก็ได้มีโอกาสเฝ้าฯชมพระบารมี เวลานั้นพันธะระหว่างพระราชวงศ์กับราษฎรมีความแน่นแฟ้น สมเด็จฯ ก็โปรดในการที่ได้ทอดพระเนตรเห็นทุกข์สุขของราษฎร ด้วยพระเมตตา พระกรุณา เวลาเสด็จฯไปที่วัดก็ดี โรงเรียนก็ดี จะได้พระบรมราชานุเคราะห์อยู่เนืองนิจ

นับตั้งแต่ทรงพระเยาว์ เป็นวรนารีอันเลอโฉม ตราบจนมีพระชนมายุสูงวัย พระวรกายยังคงบอบบาง ไม่เคยเปลี่ยนไปตามกาลเวลา เมื่อพิจารณาโดยรวมแล้ว ทรงเป็นพระราชวงศ์ที่มีพระพลานามัยที่แข็งแรง และมีพระชนมายุยืนยาวที่สุด นอกจากจะทรงดูแลพระวรกายเป็นอย่างดีแล้ว ในทางพระราชหฤทัยยังทรงศึกษาสัมโพชฌงค์ 7 อย่างพินิจพิจารณาถี่ถ้วน จนทรงค่อยสบายหายป่วยไข้ทีละน้อย ทรงดำเนินพระราชจริยาวัตรตามมรรค 8 และศึกษาพระธรรมวินัยจนทรงเข้าใจชีวิตอย่างลึกซึ้ง จึงมิได้ทุกข์ร้อนกับโลกธรรมจนเกินไป