วันอันเดียวดายในต่างแดน

ประชาธิปก ปร.

ไม่มีพระมหากษัตริย์พระองค์ใดในราชจักรีวงศ์ที่จะทรงประสบกับความผันแปรในชีวิต ซึ่งแม้ปุถุชนคนสามัญธรรมดายังยากจะรับสภาวะแห่งความเปลี่ยนแปลงนั้นได้ โดยไม่หวั่นไหวเฉกเช่น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว นับตั้งแต่เสด็จขึ้นครองราชย์จนถึงบั้นปลายพระชนม์ชีพ เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2484 ได้เสด็จสวรรคตโดยปัจจุบันทันด่วน นำความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่มาสู่สมเด็จพระมเหสีคู่พระทัย ผู้ทรงประทับเคียงข้างตลอดเวลา เว้นเพียงเสี้ยวนาทีสั้นๆที่พระราชสวามีลาลับจากโลกนี้ไป ในขณะที่สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ เสด็จโดยรถยนต์พระที่นั่งส่วนพระองค์ออกไปทรงเก็บดอกไม้

การเสด็จสวรรคตในต่างแดนของ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงไม่มีพระภิกษุสงฆ์ประกอบพิธีทางพุทธศาสนา สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ได้จัดการเรื่องพระบรมศพอย่างที่พูดตามสามัญชาวบ้านว่า ว้าเหว่น่าเวทนา คือ เป็นพิธีเงียบๆ ขาดการทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทางพุทธศาสนา การพระราชพิธีอื่นๆตามพระราชประเพณี โดยอัญเชิญพระบรมศพประดิษฐาน ณ พระตำหนักคอมพ์ตัน สำหรับการเข้าเฝ้าฯกราบถวายบังคม ซึ่งตามปกติแล้วการตั้งพระศพในประเทศอังกฤษจะอนุญาตให้กระทำได้เพียง 1 คืน แล้วต้องนำไปประกอบพิธีฝัง หรือเผาตามประเพณีนิยม แต่สำหรับการประดิษฐานพระบรมศพของ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัฐบาลอังกฤษได้อนุญาตเป็นกรณีพิเศษถึง 4 คืน เพื่อให้พระประยูรญาติที่อยู่ห่างไกลได้เสด็จมาเฝ้าฯกราบบังคมสามลาเป็นวาระสุดท้าย

พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ได้ทรงบันทึกถึงเหตุการณ์วันที่พระองค์เสด็จมาถวายบังคมพระบรมศพ มีข้อความตอนหนึ่งว่า "...พีระ (พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีระพงษ์ภาณุเดช) กับข้าพเจ้าเดินทางไปถึงโดยรถไฟ เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน มีท่านชิ้น (หม่อมเจ้าศุภสวัสดิ์วงศ์สนิท สวัสดิวัตน์) มารับที่สถานี เมื่อไปถึงที่ประทับ ก็เห็นมีคนไทยมาชุมนุมอยู่แล้ว ที่สำคัญนอกจากพระองค์ สมเด็จ ก็มีพระองค์เจ้าจิรศักดิ์ฯ และหม่อมมณี พระองค์วรานนท์ฯ โอรสทูลหม่อมติ๋ว (สมเด็จพระอนุชาธิราชเจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพชรบูรณอินทราชัย) ฉะนั้นจึงเป็นน้องชายอันสนิทที่สุดของข้าพเจ้า นอกจากนั้นก็มีหม่อมเจ้าอีกหลายพระองค์ เป็นโอรส ธิดา เสด็จปู่สวัสดิ์บ้าง เป็นหม่อมเจ้าที่ทูลหม่อมอาทรงเลี้ยงอยู่บ้าง เมื่อไปถึงพอสมควรเวลาแล้ว ก็ได้ขึ้นไปกราบบังคมพระบรมศพ ซึ่งดูเหมือนบรรทมหลับอยู่ในพระหีบใหญ่บุนวมสีขาว ดูสบายดีกว่าจะต้องถูกจัดลงพระบรมโกศอย่างในเมืองไทยเรามากนัก ในห้องตั้งพระศพก็จัดอย่างดี มีธงมหาราชประดับติดอยู่กับฝา คืนนั้นคุยกันอยู่จนดึก ข้าพเจ้าโล่งใจแทนเมื่อได้ยินว่า เสด็จสวรรคตอย่างรวดเร็วโดยไม่ทรงมีอาการเจ็บปวดอย่างใดเลย

หลังจากประดิษฐานพระบรมศพไว้ 4 คืนแล้ว ในวันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2484 ก็ได้อัญเชิญพระบรมศพขึ้นรถบรรทุกซึ่งตกแต่งอย่างงดงาม มีธงมหาราชคลุมหีบพระบรมศพ และตั้งพระไชยไว้ทางเบื้องพระเศียร ออกจากพระตำหนักที่ประทับไปยังสุสานโกลเดอร์ส กรีน ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของกรุงลอนดอน โดยจัดเป็นขบวนแห่ ตามเสด็จด้วยรถยนต์ประมาณ 5 คัน คันแรกเป็นรถพระที่นั่ง สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี รถคันที่ 2 เป็นรถที่ประทับของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ และ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีระพงษ์ภาณุเดช พระราชนัดดา คันต่อไปเป็น พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจิระศักดิ์สุประภาต พระโอรสบุญธรรมกับพระชายา คันต่อไปเป็นรถของ หม่อมเจ้าศุภสวัสดิ์วงศ์สนิท สวัสดิวัตน์ และบุคคลอื่นๆ

เมื่ออัญเชิญเสด็จพระบรมศพถึงสุสานโกลเดอร์ส กรีน มีผู้คอยรับเสด็จอยู่มากแล้วทั้งคนไทยและฝรั่ง ซึ่งเคยเกี่ยวข้องคุ้นเคยกับคนไทยหรือเคยรู้จักกับ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว หลังจากที่ได้ทรงสละราชสมบัติแล้ว เมื่อเจ้าหน้าที่ได้อัญเชิญพระบรมศพเข้าไปสู่ฐาน และผู้ตามเสด็จได้เข้าเฝ้าฯ และนั่งเก้าอี้แถวโดยลำดับแล้ว นายอาร์.ดี.เครก ชาวอังกฤษซึ่งเคยรับราชการอยู่ในเมืองไทย และเป็นพระสหายพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นผู้อ่านสุนทรพจน์สรรเสริญพระเกียรติคุณ ผู้ไปชุมนุมที่นั้นถวายความเคารพทีละคน และมีคนไทยซึ่งเคยบวชเรียนในพระพุทธศาสนามาแล้วไปบวชถวายเป็นพระราชกุศล หลังจากนั้นคณะดนตรีก็บรรเลงเพลงสากลคลาสสิค เมนเดลโซนไวโอลินคอนแชร์โต ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเป็นพิเศษ เจ้าหน้าที่จึงกดปุ่มแล้วให้หีบพระบรมศพเคลื่อนที่ช้าๆ หายเข้าไปในฝาผนัง เพื่อจะได้จัดการถวายพระเพลิงในเตาไฟฟ้าแบบฝรั่ง ปรากฏว่าระหว่างนั้น พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรานนท์ธวัช พระราชนัดดาได้ทรงรู้สึกโศกสลดเป็นอันมาก จนสุดจะระงับความรู้สึกนั้นไว้ได้ ถึงกับทรงร้องไห้ออกมาอย่างดัง และน่าสงสาร

การถวายพระเพลิงพระบรมศพด้วยเตาไฟฟ้า ใช้เวลาไม่นานนัก พระราชสรีระพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว อดีตพระมหากษัตริยาธิราชพระองค์ที่ 7 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ก็คงเหลือแต่พระบรมอัฐิ และพระบรม สรีรางคาร ให้ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี และพระญาติอัญเชิญเสด็จ ด้วยความทุกข์โทมนัสกลับไปยังพระตำหนักคอมพ์ตันที่ประทับ ที่เคยประทับอยู่จนจวบวาระสุดท้ายแห่งพระชนม์ชีพ

หลังพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ 18 วัน คือ ในวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2484 สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ได้เสด็จฯไปทรงประทับ ณ บ้านลิแนม ตามคำกราบบังคมทูลแนะนำของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ และตามคำกราบบังคมทูลของแพทย์ชาวอังกฤษ ที่ถวายคำแนะนำให้เสด็จประพาสเพื่อเปลี่ยนสถานที่บ้าง เพราะทรงเหน็ดเหนื่อยอ่อนเพลียมาก เนื่องจากทรงถวายการพยาบาลพระราชสวามี ซึ่งประชวรเป็นเวลานานอย่างใกล้ชิดมาตลอด สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เสด็จฯไปทรงประทับอยู่ที่บ้านลิแนม จนถึงเดือนกรกฎาคม ปีเดียวกันจึงได้เสด็จฯกลับเวอร์จิเนีย วอเตอร์ และยังคงประทับอยู่ที่พระตำหนักคอมพ์ตัน เรื่อยมา

สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ทรงดำรงพระชนม์ชีพอยู่อย่างเงียบๆกับบรรดาพระประยูรญาติ และข้าราชบริพาร ณ พระตำหนักคอมพ์ตัน และไม่ค่อยเสด็จประพาสตามบ้านเมืองต่างๆเหมือนเมื่อครั้งที่พระราชสวามียังทรงดำรงพระชนม์ชีพอยู่ การเสด็จฯไปในงานสังคมต่างๆ มีเป็นครั้งคราว เช่น เสด็จฯไปทรงพบปะกับคนไทยในงานของสมาคมต่างๆ ที่อัญเชิญพระองค์ให้เสด็จฯ และเมื่อถึงวันคล้ายวันพระราชสมภพ ในวันที่ 20 ธันวาคม ของทุกปี โปรดเกล้าฯให้จัดงานเลี้ยงพระราชทานแก่ผู้มาเฝ้าฯ พอถึงวันหยุดสุดสัปดาห์ จะมีพระญาติที่พำนักอยู่ในประเทศอังกฤษ เสด็จเข้าเฝ้าฯอยู่เนืองเนือง

ในปีเดียวกับที่ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว สวรรคต คือ พ.ศ.2484 ได้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 และมีผลกระทบต่อประเทศไทย รัฐบาลได้มีหนังสือกราบบังคมทูลเชิญเสด็จฯกลับเมืองไทย แต่สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ยังคงประทับอยู่ที่อังกฤษต่อไปตลอดระยะเวลาแห่งการสงครามนั้น ทรงสนพระทัยติดตามเหตุการณ์มหาสงครามครั้งนี้อย่างใกล้ชิด และยังทรงมีบทบาทในการสนับสนุนให้กำลังใจแก่คณะเสรีไทยในอังกฤษ แต่การที่รัฐบาลไทยประกาศสงครามกับฝ่ายพันธมิตร อันประกอบด้วย สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส ได้ทำให้คนไทยที่พำนักในประเทศเหล่านั้นกลายเป็นศัตรูกับเจ้าของประเทศ คนไทยในอังกฤษส่วนใหญ่พากันเดินทางกลับประเทศไทย แต่ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ยังคงประทับอยู่ ณ ที่นั้นต่อไป ทรงได้รับการถวายพระเกียรติจากรัฐบาลอังกฤษอย่างมาก โดยในช่วงสงครามจะหาน้ำมันเบนซินได้ยาก และรัฐบาลอังกฤษได้ห้ามชนชาติศัตรูใช้รถยนต์ นอกเหนือจากได้รับอนุญาตพิเศษ แต่ก็ได้ยกเว้นพระองค์ โดยยังคงจัดถวายน้ำมันเบนซินให้ทรงใช้เป็นประจำ เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ยังคงประทับที่อังกฤษต่อมาอีก 4 ปี จากนั้น ใน พ.ศ.2492 จึงได้ตกลงพระราชหฤทัยที่จะเสด็จฯกลับประเทศไทย ทั้งนี้เนื่องจากบรรดาพระประยูรญาติ พระสหาย และรัฐบาลเชิญชวน ประกอบกับมีพระราชประสงค์ที่จะทรงกลับมาใช้ชีวิตอยู่ใกล้ชิดกับประชาชนคนไทย

ในที่สุด หลังจากประทับอยู่ที่ประเทศอังกฤษเป็นเวลา 15 ปี สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 ก็ได้เสด็จนิวัตสู่ประเทศไทย เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2492 โดยทรงอัญเชิญพระบรมอัฐิของ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯกลับประเทศไทย ในวาระนี้ด้วย