"แม่ย่านาง" ประจำเรือสุพรรณหงส์

ประสบการณ์ลี้ลับ

ณ พิพิธภัณฑ์เรือพระราชพิธีที่เก็บเรือของพระมหากษัตริย์ ซึ่งมีเพียงแห่งเดียวในโลก ตั้งอยู่บริเวณปากคลองบางกอกน้อย เขตบางกอกน้อย ภายในพิพิธภัณฑ์จัดแสดงเรือพระราชพิธีสำคัญ 8 ลำ ได้แก่ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 เรือครุฑเหินเห็จ เรือกระบี่ปราบเมืองมาร เรืออสุรวายุภักษ์ และเรือเอกชัยเหินหาว

นอกจากเรือพระที่นั่ง และเรือต่างๆที่ใช้ในกระบวนพยุหยาตราทางชลมารคที่จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์แล้ว ยังมีเครื่องประกอบและสิ่งของเครื่องใช้ในพระราชพิธีต่างๆจัดแสดงอยู่ด้วย เช่น บัลลังก์บุษบก บัลลังก์กัญญา พายชนิดต่างๆ และเครื่องแต่งกายของเหล่าฝีพาย

เพราะเหตุที่เมืองไทยมีแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นแม่น้ำสายหลักที่ใช้ในการสัญจรมาแต่โบราณ พระมหากษัตริย์ของไทยนับแต่สมัยกรุงสุโขทัย ก็ได้เสด็จฯไปทางน้ำเพื่อประกอบพระราชพิธีต่างๆ เรียกว่า กระบวนพยุหยาตราชลมารค นอกจากนี้ในทุกยุคสมัย ยังมีการสร้างเรือพระที่นั่งเพิ่มขึ้นแทนลำเก่าที่ผุพัง จนกระทั่งมาถึงกรุงรัตนโกสินทร์สมัยรัชกาลปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ได้มีการจัดกระบวนพยุหยาตราชลมารคมาแล้วสิบกว่าครั้ง ส่วนใหญ่เพื่อการเสด็จฯไปถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวราราม แทบทั้งสิ้น

ซึ่งการณ์นี้จึงเกิดเรื่องเล่าถึงเรือพระที่นั่งที่สำคัญลำหนึ่งที่ใช้ในกระบวนพยุหยาตราชลมารค เป็นลำที่สร้างขึ้นในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เพราะเรือพระที่นั่งศรีสุพรรณหงส์ลำเดิมที่สร้างมาแต่ครั้งรัชกาลที่ 1 ผุพังเกินที่จะซ่อมได้ เรือลำใหม่นี้มาสร้างเสร็จสมบูรณ์ในสมัย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 และเปลี่ยนชื่อเป็น "เรือพระสุพรรณหงส์" มี พลตรี พระยาราชสงคราม (กร หงสกุล) เป็นนายช่างประกอบพิธีลงน้ำ เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2454 เรือพระที่นั่งลำนี้มักใช้เป็นเรือพระที่นั่งทรงของพระเจ้าอยู่หัว โขนเรือเป็นรูปหงส์ลงรักปิดทองประดับกระจก ภายนอกทาสีดำ เรือภายในทาสีแดง

เรื่องที่เกิดนี้น่าจะเป็นเพราะความศักดิ์สิทธิ์ของแม่ย่านางประจำเรือสุพรรณหงส์ที่ดลให้เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นกับกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค ในปี 2539 ผู้ที่เล่าเรื่องนี้ คือ คุณราตรี บัวประดิษฐ์ หัวหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธีในขณะนั้น ได้เล่าว่า ในปี 2539 เป็นปีพิเศษที่กระบวนพยุหยาตราได้นำเรือนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 ที่เพิ่งสร้างเสร็จใหม่ๆมาแล่นเป็นเรือเอกลำแรก ทำให้เรือสุพรรณหงส์ซึ่งเดิมเคยเป็นเรือเอกมาตลอด กลายเป็นเรือรองแล่นตามหลัง

เมื่อเรือสุพรรณหงส์แล่นในแม่น้ำเจ้าพระยาออกตามหลังเรือนารายณ์ทรงสุบรรณได้สักพัก จู่ๆก็เกิดเหตุไม่คาดฝัน คือเกิดมีพายุลมแรงมาก โดยไม่มีวี่แววของฝนตั้งเค้า พัดมาที่เรือสุพรรณหงส์ ขณะที่เรือลำอื่นยังแล่นได้ตามปกติ จากนั้นก็เกิดสิ่งมหัศจรรย์เมื่อเรือสุพรรณหงส์เบนหัวเรือทำท่าเหมือนจะกลับอู่ ทั้งๆที่เหล่าฝีพาย ซึ่งล้วนแต่มีฝีมือพยายามจะตั้งลำให้เรือแล่นในแม่น้ำต่อไป แต่ก็ไม่เป็นผล เรือไม่ยอมไปตาม จนสุดท้ายเรือเกือบล่ม เหล่าฝีพายจึงต้องนำเรือกลับเข้าอู่เรือพระราชพิธี

เรื่องนี้เมื่อทราบถึงพระกรรณพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงรับสั่งว่า ถ้าจะให้ท่านประทับเรือนารายณ์ทรงสุบรรณก็ไม่ควรจะเอาเรือสุพรรณหงส์ลง เพราะกระบวนพยุหยาตราชลมารคจะต้องเป็นเรือลำใดลำหนึ่งเท่านั้น

และทั้งนี้ตามประวัติศาสตร์กระบวนพยุหยาตราชลมารคนั้น เรือสุพรรณหงส์จะเป็นเรือพระที่นั่งเอกมาตลอด แต่เมื่อนำเรือนารายณ์ทรงสุบรรณไปแล่นเป็นเรือเอกแทน จึงทำให้เรือสุพรรณหงส์ไม่ยอม ซึ่งเรื่องนี้ผู้รู้ได้บอกว่า หากดูตามลำดับขั้นแล้ว เรือนารายณ์ทรงสุบรรณเป็นเรือรูปสัตว์ ที่มียศรองจากเรือสุพรรณหงส์ และที่สำคัญ คือ ที่โขนเรือสุพรรณหงส์นั้นจะมีการนำเหรียญบาทที่ด้านหน้าเป็นรูปในหลวง และด้านหลังเป็นรูปตราแผ่นดินใส่ลงไปในโขนเรือ พร้อมทั้งทำพิธีตามความเชื่อสมัยก่อนเพื่อความเป็นสิริมงคล

สิ่งลี้ลับที่เชื่อว่าเกิดจากเรือสุพรรณหงส์นี้ยังไม่หมด เพราะทุกปีจะต้องมีคนตายเพื่อเซ่นสังเวยให้เรือลำนี้ คนที่ตายส่วนมากมักจะเป็นพวกที่ไปลบหลู่เรือ อย่างนายทหารคนหนึ่งเมาแล้วเข้าไปนั่งในเรือ และฉี่รดเรือ หลังจากนั้นนายทหารคนนี้ก็จมน้ำตายโดยไม่ทราบสาเหตุ ทั้งที่เป็นคนว่ายน้ำแข็ง อีกคนหนึ่งรายนี้ว่ายน้ำอยู่ดีๆ ก็จมน้ำตาย เพียงเพราะไปพูดจาลบหลู่ หลังจากนั้นก็ยังมีคนตกน้ำตายอยู่เสมอทุกปี

เรือสุพรรณหงส์นี้ยังเกิดเรื่องเหลือเชื่อสำหรับผู้ที่มาถ่ายรูป ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน นักศึกษา หรือนักข่าว คือถ้าจะมาถ่ายรูปเรือต้องทำการไหว้ขอขมาก่อน ไม่เช่นนั้นจะถ่ายไม่ติด ถ่ายออกมารูปจะเสีย ดำบ้างขาวบ้าง อย่างนี้เป็นต้น

เพราะเรือนี้ทำจากต้นไม้ใหญ่ซึ่งต้องมีนางไม้ เมื่อจะทำการต่อเรือสร้างเรือขึ้นมาก็ต้องจัดพิธีบวงสรวง บอกกล่าวเทพยดา หรือแม่ย่านาง พิธีบวงสรวงนี้ก็เหมือนพิธีกรรมทั่วๆไป คือมีของเซ่นไหว้ อย่างหัวหมู เป็ด ไก่ ของคาวของหวาน ขนมต้มแดง ต้มขาว และมีพราหมณ์เป็นผู้ทำพิธีทั้งก่อนที่จะสร้างเรือ และเมื่อสร้างเสร็จก่อนที่จะนำเรือลงสู่แม่น้ำ ก็จะมีการบวงสรวงอีกครั้งหนึ่ง เพื่อขอพร ขอความเป็นสิริมงคลให้กับฝีพาย และนายทหารต่างๆที่อยู่ประจำบนเรือ จึงเป็นประเพณีที่ทำสืบต่อกันมาช้านาน

ส่วนเรื่อง "แม่ย่านาง" ประจำเรือสุพรรณหงส์นี้ เวลากลางวันอาจจะไม่มาให้เห็น แต่ถ้าใครไปแถวพิพิธภัณฑ์เรือพระราชพิธีเวลาค่ำคืน มีหลายคนเคยเห็นมา แล้วบอกตรงกันเป็นเสียงเดียวว่า "เป็นผู้หญิงผมขาวยาวถึงกลางหลัง และชอบเดินไปเดินมาบริเวณหัวเรือสุพรรณหงส์" ฟังแล้วขนลุกมั้ย...